4 ขั้นตอนการเลือกซื้อ "กีต้าร์โปร่ง" ง่ายๆ

Last updated: May 31, 2018  |  8730 จำนวนผู้เข้าชม  |  การเลือกซื้อกีต้าร์

4 ขั้นตอนการเลือกซื้อ "กีต้าร์โปร่ง" ง่ายๆ

4 ขั้นตอนเลือกซื้อ กีต้าร์โปร่ง ง่ายๆ ด้วยตัวเอง...
______________________________________________________

 ทุกๆท่านที่จะซื้อ กีต้าร์โปร่ง ตัวแรกส่วนใหญ่ คงมีปัญหาที่ว่า....
“จะซื้อกีต้าร์ตัวไหนดี และจะต้องดูยังไงบ้าง?”  หรือ “กีต้าร์ตัวไหนเสียงดี?”
ในความเป็นจริงแล้ว โลกของกีต้าร์นั้นไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อน สำหรับการเลือกซื้อเลยแม้แต่น้อย
ถึงแม้จะเป็นมือใหม่ก็ตาม เพียงแค่ยึดประโยคที่ว่า...
“เสียงที่ชอบ..กับดีไซน์ที่ใช่” แค่นั้นจริงๆครับ ฟังดูง่ายใช่มั้ยล่ะครับ... ^^
และบทความนี้จะช่วยให้ทุกท่าน เลือกซื้อ กีต้าร์โปร่ง ได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ 4 ขั้นตอนครับ

1. ตั้งงบประมาณ

แน่นอนครับ ว่าอันดับแรกเลยก็คือเรื่องของเงิน ว่าเราได้วางงบประมาณที่จะซื้อกีต้าร์ไว้เท่าไหร สำหรับการใช้งานของเรา???
เพราะการที่เราวางงบประมาณไว้ชัดเจนตั้งแต่แรก จะทำให้เราตัดสินใจเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น และตรงต่อการใช้งานจริงๆ



2. เลือกดูกีต้าร์โปร่ง ที่อยู่ในงบของเรา (หลายๆรุ่นไปเลย)

ย้ำนะครับ ว่าหลายรุ่นเลยยิ่งดี.. เพราะถ้าเราเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองดูหลายๆแบบ ก็จะทำให้เราได้เห็นความต่าง ในรายละเอียดของแต่ละรุ่นมากขึ้น
ให้ทุกท่านลองดู “วัสดุไม้” กับ “ราคา” ไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะได้รู้ถึงความแตกต่าง ระหว่าง “ราคา” กับ “วัสดุไม้” ที่ได้มาในรุ่นนั้นๆ
เช่น ราคาพอๆกัน แต่เสเปคไม้ของอีกรุ่นดีกว่า, หรือสเปคไม้เหมือนกัน แต่ราคาของอีกรุ่นถูกกว่า เป็นต้นครับ
(ส่วนเรื่องวัสดุไม้ว่าเป็นชนิดไหน ให้ถามกับพนักงานของร้านนั้นๆเอาเลยครับ)
ส่วนในเรื่องของ “ราคา” หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า “ยิ่งราคาแพง ยิ่งดีใช่รึป่าว??”
จริงๆ ราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้รวมๆกันนะครับ



• วัสดุไม้ (เสียง)
   แน่นอนครับ ว่า “วัสดุไม้” ยิ่งคุณภาพดีเท่าไหร ราคาก็จะแพงขึ้นตามไปเช่นกัน รวมถึงเสียงกีต้าร์ที่ออกมาก็จะดีด้วยเช่นกันครับ

• สถานที่ผลิต (โรงงานผลิต)
   อันนี้เป็นเรื่องของค่าครองชีพของแต่ละประเทศนั้นๆครับ เช่น ถ้าเป็นกีต้าร์ที่ Made In USA แน่นอนครับ ราคาอาจจะค่อนข้างสูง
   ยิ่งถ้า “วัสดุไม้” ดีมากๆด้วย ยิ่งเอาเรื่องครับ ส่วนใหญ่หลายๆรุ่นราคาทะลุ 1 แสนบาทเลยทีเดียว O .O !!!

• ความปราณีตในการผลิต (งานดี)
   จริงๆในส่วนนี้ต้องบอกเลยว่า อยู่ที่การควบคุมการผลิตล้วนๆครับ ยิ่งถ้าโรงงานไหนมีความปราณีตในการผลิตสูง ก็อาจะทำให้ราคาสูงตามไปอีก
   แต่ก็ไม่ได้เสมอไปนะครับ... งานดีราคาอาจจะไม่สูงก็ได้ แล้วแต่นโยบายของแต่ละบริษัทนั้นๆมากกว่าครับ
   **ลองสังเกตกีต้าร์รุ่นต่างๆที่ Made In China ดูสิครับ หลายๆรุ่นงานดูดีมากๆครับ แถมราคาก็ไม่แพงเท่าไหรด้วย

• แบรนด์
   ในปัจจัยสุดท้ายนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติของโลกเราครับ สำหรับแบรนด์ดังๆระดับโลก
หรือแบรนด์ที่ติดตลาดแล้วก็ตาม จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่นๆอยู่ระดับนึง ถึงแม้ว่าจะเป็น Made in เดียวกันก็ตาม
**จากรูปด้านบนจะเห็นได้ชัดว่า ยิ่งเราเลือกเน้นไปทางไหน “ราคากีต้าร์” ก็ยิ่งจะเยอะขึ้นตามเช่นกันครับ

4 ปัจจัยข้างต้นนี้ สุดท้ายแล้วให้ทุกท่านลองถามใจตัวเองดูครับ ว่าแต่ละท่านชอบแบบไหน อยากได้กีต้าร์ที่เน้นไปในทางไหน..???
เพราะว่าแต่ละท่านอาจจะมีเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป
เช่น บางท่านอาจจะเลือกแบรนด์ที่ตัวเองชื่นชอบเป็นหลัก
หรือ อยากได้ กีต้าร์โปร่ง ที่ Made In USA เป็นหลัก หรือไม่ก็อยากได้คุณภาพที่ดีๆ แต่ราคาไม่ต้องสูงมาก เป็นต้นครับ

**พอได้ไอเดียกันบ้างแล้วใช่มั้ยครับ. .ในส่วนของข้อที่ 2 นี้ ควรจะตัดสินใจกันให้ขาดนะครับ... ต้องตอบโจทย์ตัวเองให้ได้ก่อนครับ ว่าจริงๆแล้วต้องการกีต้าร์ที่เน้นไปในทางไหน... แต่อย่าเน้นเยอะจนเกินงบประมาณของเราไปนะครับ เอาให้พอดีๆครับ ^^

 

3. ลองเล่นเลยครับ (Scan !!)

หลังจากเลือก กีตาร์โปร่ง ตามงบของเราได้แล้ว ถัดมาก็เป็นช่วงของการลองแล้วครับ ในส่วนนี้ให้ทุกท่าน ลองเล่น ลองสัมผัสดูครับ
ว่าเวลาเราลองเล่นแล้ว ถนัดมั้ย? เล่นง่ายมั้ย? เสียงถูกใจมั้ย? งานและดีไซน์ถูกใจเรารึเปล่า?
ในส่วนนี้ต้องบอกเลยครับว่า แต่ละคนจะชอบไม่ค่อยเหมือนกัน เช่น มีคนบอกมาว่ารุ่นนี้เสียงดี เล่นง่าย แต่พอไปลองดูเองจริงๆแล้วไม่ชอบก็มี เป็นต้น
ถึงแม้ว่าท่านไหนจะยังเล่นไม่เป็น ฟังเสียงไม่ออก ก็ไม่ต้องกังวนไปครับ ผมแนะนำให้ใช้วิธีนี้เลย...
• ขั้นตอนแรก
   ให้เราลองเอามาจับ มาสัมผัส เอามานั่งพร้อมทำท่าเล่นให้ถูกต้อง (ให้พนักงานแนะนำครับ)
   แล้วก็ให้คำตอบกับตัวเองครับ ว่าเรารู้สึกถนัดจริงๆมั้ย??
   ถ้า ”ใช่” ก็ถือว่าผ่าน ให้ไปขั้นตอนต่อไปได้เลยครับ
   ถ้า “ไม่ใช่” ให้เปลี่ยนเป็นรุ่นอื่นที่เราได้เลือกไว้ตอนแรกครับ (ข้อที่ 2) แล้วกลับมาทำขั้นตอนนี้อีกครั้ง
• ขั้นตอนที่สอง
   ให้เราลองฟังเสียงของกีต้าร์ตัวนั้นดูครับ ว่าเราชอบเสียงแบบนี้มั้ย??
   (ให้พนักงานเล่นให้ฟังเลยครับ)
   ง่ายๆครับ ถ้า “ชอบ” ถือว่าตัวนี้ผ่านครับ
   แต่ถ้า “ไม่ชอบ” ให้กลับไปเลือกตัวอื่น แล้วทำขั้นตอนแรกใหม่ครับ

   เชื่อว่าหลายท่านยังคงมีคำถามอยู่ดีว่า “จะรู้ได้ไงว่าเสียงดี ไม่ดี...??” เรื่องนี้คงเป็นที่ถกเถี่ยงกันไม่น้อยเลย กับคำที่ว่า “เสียงดี”
ขอธิบายสั้นๆแบบนี้นะครับ...  เสียงดีก็มาจาก 2 สิ่งนี้รวมกันนั้นแหละครับ

   1. วัสดุไม้
   เสียงกีต้าร์ที่ออกมานั้น มาจากไม้ครับ แน่นอนครับยิ่งถ้าไม้ที่มีคุณภาพดี เสียงก็จะออกมาดีเช่นกันครับ
   และไม้ก็ยังมีหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะให้เสียงแตกต่างกันออกไปครับ (ในส่วนนี้ให้พนักงานแนะนำเอาครับ เหมือนที่บอกไว้ในข้อ 2)

   2. ตัวเราเอง
   ใช่ครับ !! ตัวเราเองนี้แหละครับที่บอกว่าตัวไหน “เสียงดี” เหมือนกับที่ศิลปินจะเลือกซื้อ กีต้าร์โปร่ง สักตัวนึงไปทำเพลง หรือเอาไปเล่นแสดงสด ซึ่งแน่นอน..เขาก็ต้องมองหา กีต้าร์โปร่ง ที่มีโทนเสียงเหมาะกับเพลงที่จะทำ หรือหาโทนเสียงที่ชอบและใช่ที่สุด จริงมั้ยละครับ??
และส่วนนี้ก็เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวล้วนๆครับ เพราแต่ละคนจะมีความชอบที่แตกต่างกัน หรืออาจเหมือนกันก็ได้ ไม่มีถูก ไม่มีผิดครับ

**สรุปง่ายๆว่า เรื่องของเสียงนอกจากเรื่องของ ”วัสดุไม้” แล้ว ก็ยังขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ของตัวเราเองอีกด้วยครับ

4. ตัดสินใจเลือก จากความชอบจริงๆ

จัดไปครับ !! จากกีตาร์ทั้งหมดที่เลือกมา ว่าเราชอบ ”เสียง” กับ “ดีไซน์” ตัวไหนมากที่สุด ก็ซื้อตัวนั้นเลยครับ... ^^
ถ้าทุกท่านได้ตัดสินใจเลือกซื้อ กีต้าร์โปร่ง จากวิธีข้างต้นแล้ว... เชื่อเถอะครับว่า “ท่านได้เลือกอย่างถูกต้องแล้ว” เคยได้ยินมั้ยครับว่า “เลือกสิ่งที่เราชอบที่สุด สิ่งนั้นก็จะยิ่งอยู่กับเรานานที่สุด”
เห็นมั้ยครับ... ว่าทุกท่านสามารถเลือกซื้อ กีต้าร์โปร่ง ง่ายๆ จากแค่ประโยคที่ว่า... 
“เสียงที่ชอบ...กับดีไซน์ที่ใช่” แค่นั้นเองครับ

**และหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับหลายๆท่าน ที่กำลังจะซื้อกีต้าร์โปร่งนะครับ และขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการเล่นดนตรีครับ ^^

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง